การท่องเที่ยว

altการเสวนาในหัวข้อ”เปิดพรมแดน: สร้างการเติบโตให้กับทวีปเอเชีย ผ่านการเดินทาง การค้า และการท่องเที่ยว” (Open Borders: Revitalizing Asia’s Growth through Travel, Trade and Tourism)

ถือเป็นหนึ่งในหัวข้ออภิปรายที่หยิบยกมาหารือในการประชุมสุดยอดเกี่ยวกับการเดินทาง การค้า และการท่องเที่ยว  ที่จัดร่วมกับการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม ว่าด้วยเอเชียตะวันออก (World Economic Forum on East Asia)หรือ WEF  ครั้งที่ 21 วันที่ 30 พฤษภาคม 2555 ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจในหลายเรื่องที่ “ฐานเศรษฐกิจ”ได้จับประเด็นมานำเสนอ
++เออีซีสร้างโอกาสท่องเที่ยว
ทั้งนี้ในการประชุมดังกล่าวมีตัวแทนระดับสูงจากทั้งภาครัฐและองค์กรเอกชนได้แสดงทรรศนะต่อโอกาสและความท้าทายของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกรวมถึงอาเซียนไว้ในหลากหลายแง่มุม
ต่อประเด็นนี้ นายชุมพล ศิลปอาชา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทย กล่าวว่า การท่องเที่ยวนับเป็นหนึ่งในช่องทางที่ดีที่สุดในการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน และเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งในปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย 19.23 ล้านคน คิดเป็นอัตราการเติบโต 20.67%และไทยต้องการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวให้ได้ 2 ล้านล้านบาทในปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่มีการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี
alt ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเจรจากับประเทศต่างๆในการลงทุน เพื่อเชื่อมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมร่วมกัน การแก้ปัญหาความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับการเดินทางระหว่างประเทศต่างๆในอาเซียนและนอกภูมิภาค รวมถึงขณะนี้รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มระยะเวลาให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเพื่อรักษาพยาบาลในรูปแบบต่างๆให้อยู่ในไทยได้นานกว่า 90 วัน เป็นต้น
ด้านนางมารี เอลกา ปันเกสตู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของอินโดนีเซีย กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับการยอมรับแล้วว่ามีความสำคัญในฐานะปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน โดยข้อมูลในปี 2553 ระบุว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีมูลค่าคิดเป็น 9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และ 8% ของการจ้างงานทั่วโลก อย่างไรก็ดี ความท้าทายคือจะเข้าถึงศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างไร
ทั้งนี้ การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจการท่องเที่ยว โดยในปีที่ผ่านมาประเทศสมาชิกอาเซียนมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศ 82 ล้านคน ในจำนวนนั้น 49% เป็นการเดินทางภายในอาเซียน ซึ่งทางกลุ่มอาเซียนก็ได้เริ่มบูรณาการด้านการท่องเที่ยวแล้ว อาทิ ข้อเสนอการใช้วีซ่าเดียวกัน(ซิงเกิลวีซ่า) หรือการให้ทำวีซ่าผ่านทางออนไลน์ (อี-วีซ่า)ทั้งนี้หากมีการลดข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคในการเดินทางท่องเที่ยว จากผลการศึกษาของจี 20 คาดการณ์ว่าจะทำให้สร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้อาเซียนได้ 2.06 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเชื่อว่าหากทำได้ภายในปี 2558 จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลกเข้ามาอาเซียนได้ถึง 112 ล้านคน สร้างงานให้กับคนในอาเซียนกว่า 5.1 ล้านตำแหน่ง และการเชื่อมโยงทางอากาศด้วยการเปิดเสรีน่านฟ้า เป็นต้น
alt “เรื่องการเชื่อมโยงเป็นเรื่องสำคัญ เราจะต้องทำให้การท่องเที่ยวเป็นประเด็นทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก จะต้องมีความร่วมมืออย่างบูรณาการ คือร่วมกันทั้งระดับรัฐบาลในทุกประเทศ และร่วมกับภาคเอกชนด้วย”
++ ตั้งรับการเปิดน่านฟ้าเสรี
ขณะที่นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงบทบาทของอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งนับว่าเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจท่องเที่ยวว่า เวลานี้อุปสรรคและข้อจำกัดต่างๆ ในการเดินทางภายในอาเซียนลดลงไปมากจากเมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการเดินทางและการค้า การเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในอีก 3 ปีข้างหน้าจะเป็นประโยชน์ โดยเมื่อถึงเวลานั้นการเชื่อมโยงผ่านระบบถนนและระบบรางอาจจะยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ทันเวลา ดังนั้นสายการบินจะต้องเตรียมตัวรับมือในเรื่องของจำนวนผู้คนที่จะหลั่งไหลเข้ามาใช้บริการมากขึ้น
สำหรับการบินไทยได้เตรียมตัวรองรับนักท่องเที่ยวจากในเอเชียมากขึ้นในหลายด้าน อาทิ การปรับลดเที่ยวบินจากยุโรปซึ่งกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจซบเซา การตั้งสายการบินไทยสมายล์เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากในเอเชีย รวมถึงมีแผนที่จะจัดตั้งสายการบินต้นทุนต่ำเพื่อเตรียมพร้อมรับการเปิดเสรีน่านฟ้าในอาเซียนอีกด้วย และการนำเชื้อเพลิงชีวภาพมาใช้กับการบิน จะถูกมีการวางแผนการบิน เพื่ออุตสาหกรรมการบินที่ยั่งยืน
ส่วนนายวีเจย์ พูนูซามี รองประธานฝ่ายกิจกรรมนานาชาติและสาธารณะของสายการบินเอทิฮัด ฝากการบ้านถึงรัฐบาลว่า จะต้องทำทุกวิถีทางที่ทำได้เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันผ่านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อย่างในประเทศไทย อยากจะเห็นรัฐบาลพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งเวลานี้ใช้งานเกินขีดความสามารถในการรองรับแล้ว โดยพัฒนาให้กลายเป็นมาฮับชั้นนำของเอเชียด้วยการลงทุนสร้างรันเวย์เพิ่ม เพราะในปี 2558 จะมีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นมหาศาล นอกจากนี้ อยากจะให้ใช้สุวรรณภูมิเป็นซิงเกิลแอร์พอร์ต เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสนามบิน และอยากจะให้รัฐบาลตระหนักว่าสนามบินนั้นนับเป็นสินทรัพย์ที่มีความสำคัญในทางยุทธศาสตร์
++ เน้นคุณภาพสร้างสมดุล
 อย่างไรก็ดี มีความกังวลว่าการที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหลเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนจะเป็นการทำลายความยั่งยืนของแหล่งท่องเที่ยวหรือไม่  ซึ่งเรื่องนี้นางปันเกสตู  ให้ความเห็นว่า จะต้องสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างจำนวนนักท่องเที่ยวและการรักษาแหล่งท่องเที่ยว โดยอันดับแรกควรต้องมีการควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่ง จากนั้นจะต้องสร้างความหลากหลายในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศ อีกทั้งควรให้ความรู้กับทั้งคนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้นับว่าเป็นความท้าทายที่สำคัญ แต่จะต้องทำให้การท่องเที่ยวเป็นการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพ ไม่ใช่เน้นปริมาณ
ส่วนนายชุมพลกล่าวเสริมว่า ในประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเข้ามาท่องเที่ยวในเชิงการแพทย์เป็นจำนวนมาก และใช้เวลาอยู่ในประเทศเป็นเวลานานโดยเฉลี่ยประมาณ 90 วัน ดังนั้นสิ่งที่ต้องคิดคือทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาอยู่ในประเทศนานขึ้นอีกนิด นอกจากนี้ ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้พยายามดึงการท่องเที่ยวเชิงกีฬาเข้ามาช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซันด้วยเช่นกัน
++ สนองผู้บริโภคยุคโซเชียลมีเดีย
 ขณะเดียวกันการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเอเชียตะวันออกส่งผลให้จำนวนของชนชั้นกลางมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้มีโอกาสสูงที่จะกลายมาเป็นนักท่องเที่ยวใหม่ที่ออกเดินทางท่องเที่ยวเป็นครั้งแรก เช่นเดียวกับกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวที่จะกลายมาเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ ดังนั้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจำเป็นจะต้องปรับกลยุทธ์ในการทำการตลาดเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปและมีความหลากหลายขึ้น
นางรันจานา ซิงห์ ประธานประเทศอินโดนีเซียและเวียดนามของดับเบิลยูพีพี กรุ๊ป เสนอแนะว่า รัฐบาลควรใช้ขั้นตอนในการตรวจคนเข้าเมืองเป็นโอกาสในการเก็บข้อมูลของนักท่องเที่ยวเพื่อนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมแล้วเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ การทุ่มเงินจำนวนมากไปกับการโฆษณาทางโทรทัศน์เวลานี้แทบจะไม่ได้ผลอีกแล้ว ควรดึงเครื่องมือทางเทคโนโลยี เช่น เว็บไซต์โซเชียลมีเดียต่างๆ เข้ามาใช้ในการเจาะเข้าถึงนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวในอนาคต ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะใช้วิธีการเสิร์ชข้อมูลและแบ่งปันข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก
นางเอมิลี ชอง รองประธานฝ่ายการตลาดภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของบริษัท ฟรอกฯ ยกตัวอย่างกรณีนักท่องเที่ยวจากจีนว่ามีความหลากหลาย อย่างนักท่องเที่ยวจากปักกิ่งก็มีพฤติกรรมไม่เหมือนกับนักท่องเที่ยวจากเซี่ยงไฮ้ ดังนั้นจะมองนักท่องเที่ยวเหล่านี้ในภาพรวมไม่ได้ ต้องคิดว่าจะทำการตลาดกับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างๆ อย่างไร นอกจากนี้ อุปกรณ์จำพวกสมาร์ทโฟนราคาถูกเริ่มเข้าไปเจาะตลาดจีนมากขึ้น ธุรกิจท่องเที่ยวควรมองหาหนทางใช้ประโยชน์จากการเติบโตของเทคโนโลยีในส่วนนี้ด้วย
สอดคล้องกับความเห็นของนางอลิซาเบธ บิวส์ ประธานกลุ่มธุรกิจภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก ยุโรปกลาง ตะวันออกกลาง และแอฟริกาของวีซ่า อิงค์ ที่กล่าวว่า สิ่งสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจท่องเที่ยว คือจะต้องดูพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวว่าไปที่ไหนหรือทำอะไรบ้างซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการดึงนักท่องเที่ยวเข้าสู่ภูมิภาค นอกจากนี้ควรมีการนำเทคโนโลยี อย่างโซเชียลมีเดีย หรืออินเตอร์เน็ตเข้ามาใช้ และควรจะเพิ่มการเข้าถึงการจ่ายเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เพราะจากการศึกษาพบว่านักท่องเที่ยวจะใช้จ่ายมากขึ้นถ้าสามารถจ่ายเงินผ่านบัตร
ทั้งหมดเป็นเนื้อหาสำคัญที่ได้จากเวทีเสวนาที่ภาครัฐและธุรกิจท่องเที่ยวไทย น่าจะนำไปปรับแผน เพื่อชิงโอกาสในการเข้าถึงศักยภาพที่มีอยู่ได้ จากการขยายตัวด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาครับการเปิดเสรีด้านการค้าบริการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้

ทอท.จัดห้องรับแขกของชาติ  รับ-ส่งผู้นำประเทศ

อนิรุทธิ์ ถนอมกุลบุตรอนิรุทธิ์ ถนอมกุลบุตร ว่าที่ร.ท. อนิรุทธิ์ ถนอมกุลบุตร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) กล่าวว่า ในการเป็นเจ้าภาพในการจัดเวทีการประชุม เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม ออน อีสต์ เอเชีย2012 ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม-1 มิถุนายนที่ผ่านมา มีประมุขและผู้นำของประเทศ เช่น ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุม รวมทั้งรัฐมนตรี ผู้บริหาร

ระดับสูงทั้งภาครัฐและเอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชน เดินทางมาประชุมกว่า 600 คน  ทอท.ได้ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกผู้เข้าร่วมประชุม ที่เดินทางผ่านทั้งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง  โดยจัดห้องรับรองพิเศษ การรักษาความปลอดภัย การอำนวยความสะดวกในการตรวจค้นร่างกาย และการนำอาวุธของผู้นำ การจัดการระบบสัมภาระที่รวดเร็ว
นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งป้ายต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมประชุม การจัดช่องทางพิเศษเพื่อตรวจหนังสือเดินทาง  รวมทั้งตกแต่งไม้ดอกไม้ประดับอย่างสวยงามภายในและภายนอกอาคารผู้โดยสาร เพื่อให้การต้อนรับด้วยบรรยากาศที่สดชื่นและมีความประทับใจ  ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมของท่าอากาศยานทั้งสองแห่งไว้รองรับเป็นกรณีพิเศษ เพราะถือเป็นด่านแรกที่บรรดาผู้นำจะได้สัมผัสกับประเทศไทย
ทั้งนี้เนื่องจากสนามบินถือเป็นห้องรับแขกของประเทศในการต้อนรับบรรดาผู้นำจากหลากหลายประเทศ และไม่เพียงแต่พร้อมในการต้อนรับเท่านั้น  ยังเตรียมพร้อมแม้กระทั่งในเรื่องการส่งผู้นำประเทศต่างๆเดินทางกลับบ้าน กลับเมือง ด้วยรอยยิ้ม และความประทับใจ  ที่มีต่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  ท่าอากาศยานดอนเมืองและประเทศไทยด้วย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,745 3- 6  มิถุนายน พ.ศ. 2555

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s